
ปีใหม่2556ผ่านมาหลายวันแล้วแต่ก็ไม่ได้มานั่งเขียนblogเหมือนเดิม ปีใหม่ปีนี้เริ่มต้นด้วยการไม่สบายเกือบทั้งบ้านจริงๆแล้วช่วงกลางธันวาเราก็เข้าไปนอนโรงพยาบาลมารอบนึงแล้วเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์เอแต่ไปนอนแค่วันเดียว พอช่วงสิ้นปีก็เป็นอีกรอบแต่น่าจะเป็นหวัดธรรมดาเพราะอากาศแปรปรวนมากๆเช้ามืดหนาว กลางวันร้อนตอนเย็นอากาศเย็นๆ ตกดึกเริ่มหนาวอีก ประกอบกับช่วงสิ้นปีงานเข้ามาเยอะ ก็โหมกันไปซะ เลยเอาหวัดไปติดข้าวฟ่างแต่โชคดีฟ่างเป็นแค่ประมาณ2-3วันแล้วก้อลามไปติดข้าวปั้นอีก ที่ข้าวฟ่างหายเร็วน่าจะเป็นเพราะว่ายาที่กินมันอร่อยมั้ง มีทั้งรสองุ่น รสเชอรี่ รสสตอเบอรี่ ซดอย่างกับน้ำผลไม้ แถมซดหมดก่อนเรา เลยภูมิใจว่าชนะพ่อตัวเองได้ชวนแข่งกินตลอด ส่วนข้าวปั้น เที่ยวนี้เป็นหนักแต่ไม่ถึงกับต้องส่งไปโรงพยาบาลแต่ก้อเฉียดฉิ่วเหมือนกัน เพราะตัวร้อนขึ้น38-39เลยทีเดียว แถมออกstepงอแงแบบสุดกู่ ประเภทต้องอุ้มยืนแล้วต้องเดิน ถ้านั่งปุ๊ปร้องปั๊ป. ส่วนตอนกลางคืนก็ต้องคอยดูตลอดเวลา(จริงไม่ต้องคอยดูก้อได้เพราะท่านข้าวปั้นแกตื่นเกือบทุกชั่วโมง). กว่าข้าวปั้นจะผ่านช่วงไม่สบาย ก้อล่อไป5วันเต็ม กะว่าถ้าเข้าวันที่6จับส่งโรงพยาบาลแน่ๆ และเลยทำประกันให้ข้าวปั้นด้วยเลย ไม่อยากมาลุ้นเรื่องเงินเวลาที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนแรกตัดสินใจไม่ถูกว่า จะทำให้ข้าวปั้นยังไงดีเอาแต่ประกันสุขภาพดีไหม??? คิดไปคิดมาเลยคุยกะแม่หมูว่าเอาไงดี ก้อเลยเลือกที่จะจ่ายเยอะหน่อยแล้วอีก20ปีข้าวปั้นได้เงินก้อนเหมือนข้าวฟ่าง(ค่าประกันต่อปีพุ่งปรู๊ดเลย *_*"). สรุปช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเลยแม้แต่ออกไปหาอะไรอร่อยกิน กินมันที่บ้านนี่แหละ ปีนี้เลยได้้นั่งดูพลุทางทีวี ได้ฟังเขาสวดมนต์ข้ามปีทางทีวี(เปิดดูก่อนข้ามปีห้านาที) ได้ดูหนังHBO 2-3เรื่อง แอลกอฮอล์ทั้งหลายทั้งปวง...อด เมื่อวานไปเจอพวกนุช บอย. โรจน์(เพื่อสมัยมอต้นที่ปากช่อง) ปีนึงจะนัดเจอกันประมาณครั้งนึง ปีนี้ไปที่บ้านน้ำเคียงดิน พุทธมณฑลสาย3 แต่คนก้อเอาเด็กๆไปด้วยยกเว้นไอ้บอยที่ยังไม่ยอมแต่งงาน นั่งกินกันได้แค่ประมาณไม่เกินสองชั่วโมงก้อกลับเพราะเด็กเริ่มงอแง(ข้าวปั้นนั่นเอง) เลยขอตัวกลับก่อน เจอคราวนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเลยเพราะต้องเลี้ยง/อุ้มลูกเป็นหลัก เฮอ...เดี๋ยวค่อยนัดเจอใหม่อีกทีล่ะกัน. ส่วนวันอาทิตย์นี้ พาแหมะไปเมืองโบราณที่สมุทรปราการ(แหมะเอ่ยปากชวนเองเลย). มีเบิร์ด ปาน แหมะ เบนซ์ ข้าวฟ่าง ข้าวปั้นและเรา ไปเที่ยวนี้รู้สึกเสียค่าเข้าแพงขึ้น รวมเอารถเข้าไปด้วยค่าผ่านทางประมาณเกือบสองพัน แต่ก้อเข้าใจว่าเงินที่จ่ายเขาก็เอาไปสร้าง เอาไปทำอะไรมากมายเพื่อให้สถานที่มันออกมาสวยงาม คือว่ามันต้องใช้ตังค์นั่นแหละ แต่ที่รำคาญก็คือคนที่พาต่างชาติมามันก้อต้องซื้อบัตรต่างชาติดิ ดันมาขอต่อราคาอยู่ได้ ถ้าเพิ่มจากราคาคนไทยไปอีกแค่ร้อยห้าสิบบาทแล้วรับไม่ได้คุณก้อกลับสิครับ พาต่างชาติไปนั่งดูนกนางนวลริมทะเลแทนล่ะกัน ไอ้ที่ต่อราคาไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ตัวที่อยู่ข้างหลังเราน่ะสิ มันเป็นห่าอะไรต้องมายืนชิดกูขนาดนี้(อารมณ์อยากกระทืบแล้ว ณ ตอนนั้น) หันไปมองหน้าสองรอบถึงรู้ตัวไงว่ะ ไอ้เด็กเวร..ทำราวกับว่าบัตรผ่านประตูมันจะหมด หลังจากขับรถเข้ามาจอดจุดแรกที่เป็นเหมือนเรือนไทยสมัยก่อน ก้อเข้าไปเดินเล่น ช่วงนี้เป็นเหมือนช่วงของข้าวฟ่างโดยเฉพาะเลย ได้หมวก ได้ร่ม ได้ของเล่นเต็มๆ เสร็จจากตรงนี้ก้อไปนั่งกินข้าวที่ตรงตลาดน้ำ ที่ตรงนี้okมาก อาหารอร่อย ราคาไม่แพงถูกกว่าในห้างอีก นั่งอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมงเลย อากาศไม่ร้อนแม้ว่าแดดจะแรงก็ตาม แต่เท่าที่เห็น ลูกค้าส่วนมากก็จะเป็นต่างชาติเป็นหลัก คนไทยดูเหมือนน้อย อาจจะเป็นเพราะค่าบัตรแพงหรือเคยมากันแล้ว. เลยทำให้วันนี้คนไม่เยอะเดินสบาย ก้อพาขับรถวนดูโน่นดูนี่นั่นแหล่ะ แล้วก็มาจบลงตรงที่พาเดินขึ้นไปที่เขาพระวิหารจำลอง ก็เรียกเหงื่อได้พอควรนะ ขึ้นไปแล้วสวยดี อากาศดี ส่วนข้าวฟ่างเดินขึ้นลงเองเลย ไม่มีใครอุ้ม (เราอุ้มข้าวปั้น). อ่านระยะทางไปกลับก้อประมาณ 500เมตร เดินขึ้นเขา....สำหรับเด็ก 3ขวบ ที่ไม่ได้นอนกลางวัน แถมเดินมาก่อนหน้านั้นอีกหลายที่ เดินได้ขนาดนี้ ข้าวฟ่างเก่งจริงๆ ส่วนข้าวปั้นแรกๆก้อดี แต่พอเข้าช่วงหกโมงเริ่มออกอาการอีกแล้ว เดี๋ยวไว้ข้าวปั้นเดินได้ก่อนค่อยไปใหม่อีกที กลับมาถึงบ้านเด็กๆสลบกันหมดเลย5555.... และพรุ่งนี้ข้าวฟ่างจะต้องไปโรงเรียนเป็นวันแรกแล้วด้วย จะเป็นยังไงบ้างหนอ??? See u


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น