วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หนูนั่งได้แล้วนะ และเริ่มที่จะคลานแล้วด้วยยย
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เที่ยวศูนย์ศิลปชีพบางไทร
อีกไม่กี่วันข้าวฟ่างก็จะครบ 8 เดือนแล้ว ^__^ อาทิตย์ที่ผ่านมาพาข้าวฟ่างไปเที่ยวที่ศูนย์ศิลปชีพบางไทร กับตลาดโก้งโค้งแถวๆบางปะอิน อากาศร้อนดีมากๆ "-_- ดีเกินไปด้วยซ้ำ เริ่มสตาทร์เครื่องประมาณ11โมงเพราะต้องรอข้าวฟ่างตื่นก่อน ขับไปเรื่อยๆขึ้นทางด่วนที่ไปลงบางปะอินเลย สะดวกมากรถไม่ค่อยมี ไปถึงที่ศูนย์ศิลปชีพ หวังจะไปดูวังปลาซะหน่อย ปิดปรับปรุงซะงั้น ไม่เป็นไร น่าจะมีอะไรใหม่มาให้ดูมั่งหลังจากที่เคยมาครั้งล่าสุดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ขับเข้าไปในศูนย์........คนมาเที่ยวน้อยจนเหมือนไม่มีคนมาเที่ยวเลย ทำไมมันโหรงเหรงขนาดนี้ สงสัยมันร้อนมากช่างมันคนน้อยจะได้กินข้าวสะดวก เห็นคู่มือบอกมีร้านอาหารเอมโอษฐ์ด้วย ขับมาสักพักเห็นร้านไกลๆ น่าน..น มีรถจอดอยู่ 4-5 คัน ได้กินแน่ๆ พอเข้าไปใกล้ ทำไมเหมือนร้านปิด ไม่มีลูกค้าเลยเว๊ย เหอๆๆๆไม่กล้าจอด ขับไปตั้งหลักใหม่ดีกว่า มาอีกรอบ..เหมือนเดิมไม่มีลูกค้า งั้นกินมันที่ศูนย์อาหารเลย เปิดหลายร้านอยู่แต่มีคนนั่งกินอยู่โต๊ะสองโต๊ะเอง เดินเข้ามาจะรู้สึกถึงพลังจากสายตาแม่ค้าว่าช่วยมาซื้อตูหน่อยเหอะ คุยกะคนขายเขาบอกว่าแต่ก่อนวันหยุดคนเยอะตั้งแต่มีม๊อบที่กรุงเทพคนหายไปหมด เป็นอย่างนี้มาเกือบสองเดือนแล้ว ดูจากรูปล่ะกันว่าที่นั่งโล่งมาก
แวะอยู่ในอาคารนี้นานหน่อยเพราะเย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ ^__^ ข้าวฟ่างเลยนอนหลับไปหนึ่งรอบ หลังจากรอคอยข้าวฟ่างตื่นเราก็พากันไปหมู่บ้านสี่ภาคอีก(อยู่ใกล้ๆกัน) ..เงียบเหงาเหมือนเดิม น่าสงสารคนขายของเลยช่วยซื้อไปนิดหน่อย
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ป๊อก 2 เด้ง
จั่วไว้อย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าสอนข้าวฟ่างเล่นไพ่นะ แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าวฟ่างในแบบที่ใจหายแว๊บไปทั้งคู่เลยทีเดียว
ป๊อกเด้งแรก เมื่อคืนที่กลับจากศรีษะเกษ มาถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ข้าวฟ่างตื่นมารับเสด็จที่ป๊ามันกลับบ้านซะทีเพราะตั้งแต่เกิดมานอนอยู่กะลูกทุกวัน เล่นกันแป๊ปๆก็ให้กินนมแม่วัวซะจะได้นอนต่อ เพราะช่วงนี้ข้าวฟ่างเป็นหวัด ก่อนนอนแม่วัวก็ทาวิคส์วาโปรับให้แล้วก้อไปอาบน้ำ ไอ้เราก้อนั่งเช็คMailอยู่ สักพัก ทำไมข้าวฟ่างมันร้องแปลกๆว่ะ หือ ๆ ฟืดๆ ตอนแรกไม่ได้สนใจคิดว่านอนละเมอ สักพักพลิกขึ้นมาคลานร้องยิ่งแปลกกว่าเดิมอีกเลยโดดขึ้นเตียงไปดู ทำไมหน้าข้าวฟ่างมันดูมันๆ หันไปเห็นตลับวิคส์เปิดอยู่ เฮ้ยตายแล้วมันควักวิคส์ออกมาป้ายโดนหน้าเพียบเลย เรียกแม่วัวออกมาแล้วรีบเช็ดหน้า ไม่รู้ว่ากินเข้าไปหรือเปล่า เบนซ์จะเอาไปโรงพยาบาล เลยบอกว่าเอาผ้ามาเช็ดก่อนดีกว่าเพราะคงแสบมาก เอาผ้าเปียกกวาดปากอีกด้วยเพราะข้าวฟ่างชอบดูดมือ ความเครียดขึ้นสมอง สงสารลูกร้องตลอด พอเช็ดหน้าบ่อยๆคงหายแสบ เริ่มกลับมายิ้มอีกครั้ง เลยสบายใจขึ้นมาหน่อย เหลือแต่ว่ากินเข้าไปหรือเปล่า ก็เลยรอดูสักพัก เห็นหัวเราะและเล่นได้แล้วก็เลยไม่ไปเพราะไม่น่าจะกิน เช็ดเหงือกก็ไม่มีอะไรติดออกมา เบาใจไป เลยถามเบนซ์ว่าเอาตลับวิคส์วางไว้ตรงไหน...หัวนอนข้าวฟ่างและก็ไม่ได้หมุนเกลียวตลับเพราะเวลาใช้จะได้เปิดได้ง่ายๆ เฮ้อ..มันเกิดขึ้นแล้วโมโหไปก็เปล่าประโยชน์ สุดท้ายกว่าจะนอนก็ดึกอีก เพราะคอยดูว่าช่วงข้าวฟ่างหลับ จะเป็นอะไรอีกหรือเปล่า เฮ้อ(อีกรอบ)
เด้งที่สอง วันนี้ช่วงสายๆเอาข้าวฟ่างนอนเปลไกว เบนซ์ไกวเปลแล้วหลับเพราะข้าวฟ่างหลับไปก่อนแล้ว ส่วนเรานั่งเล่นPSPอยู่ก็ไกวให้เปลขยับบ้างบางครั้ง สักพักมีเสียง ตุบ หันไปดูใจหายแว๊บกว่าเมื่อคืนอีก ข้าวฟ่างหล่นจากเปลไกว ลงมานอนหงายที่พื้น หัวโขกกับพื้นปาร์เก้ดังตี่ง รีบไปอุ้มขึ้นมาเขย่าๆก่อน โอ๊ย..เจ็บแทนเลย แต่คงเพราะว่าข้าวฟ่างงงอยู่มั้งเลยไม่ร้อง หัวไม่โนโชคดีไป ว่าแล้วเอาเบาะมาลองใต้เปล เอาข้าวฟ่างใส่เปลใหม่ อืม..ทำตัวเอง พลิกตัวในเปล เกาะขอบเปลเพื่อดันตัวขึ้น มันก็ตีลังกาลงมานอนที่พื้นน่ะสิ แต่พออยู่ใต้เปลล่ะเล่นสนุกเลยนะ ทำเอาหัวใจจะวายยังสนุกได้อีก นั่งนึก..ลองคลาน ลองเดินได้ จะเป็นไงว่ะเนี่ยะ (จากรูป อยากรู้ว่าหล่นมาได้ไง เพื่อความปลอดภัยเลยเอาฟูกรองไว้ก่อน พอเอาข้าวฟ่างวางในเปล step การหนีออกจากเปลเป็นไปตามรูปแถมพลิกตัวโชว์ให้ดูอีกต่างหาก ตอนหล่นจริงไม่มีพลิกตัวนะ โป๊ก..แล้วนอนหงายท้องแบบงงๆ)
ป๊อกเด้งแรก เมื่อคืนที่กลับจากศรีษะเกษ มาถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ข้าวฟ่างตื่นมารับเสด็จที่ป๊ามันกลับบ้านซะทีเพราะตั้งแต่เกิดมานอนอยู่กะลูกทุกวัน เล่นกันแป๊ปๆก็ให้กินนมแม่วัวซะจะได้นอนต่อ เพราะช่วงนี้ข้าวฟ่างเป็นหวัด ก่อนนอนแม่วัวก็ทาวิคส์วาโปรับให้แล้วก้อไปอาบน้ำ ไอ้เราก้อนั่งเช็คMailอยู่ สักพัก ทำไมข้าวฟ่างมันร้องแปลกๆว่ะ หือ ๆ ฟืดๆ ตอนแรกไม่ได้สนใจคิดว่านอนละเมอ สักพักพลิกขึ้นมาคลานร้องยิ่งแปลกกว่าเดิมอีกเลยโดดขึ้นเตียงไปดู ทำไมหน้าข้าวฟ่างมันดูมันๆ หันไปเห็นตลับวิคส์เปิดอยู่ เฮ้ยตายแล้วมันควักวิคส์ออกมาป้ายโดนหน้าเพียบเลย เรียกแม่วัวออกมาแล้วรีบเช็ดหน้า ไม่รู้ว่ากินเข้าไปหรือเปล่า เบนซ์จะเอาไปโรงพยาบาล เลยบอกว่าเอาผ้ามาเช็ดก่อนดีกว่าเพราะคงแสบมาก เอาผ้าเปียกกวาดปากอีกด้วยเพราะข้าวฟ่างชอบดูดมือ ความเครียดขึ้นสมอง สงสารลูกร้องตลอด พอเช็ดหน้าบ่อยๆคงหายแสบ เริ่มกลับมายิ้มอีกครั้ง เลยสบายใจขึ้นมาหน่อย เหลือแต่ว่ากินเข้าไปหรือเปล่า ก็เลยรอดูสักพัก เห็นหัวเราะและเล่นได้แล้วก็เลยไม่ไปเพราะไม่น่าจะกิน เช็ดเหงือกก็ไม่มีอะไรติดออกมา เบาใจไป เลยถามเบนซ์ว่าเอาตลับวิคส์วางไว้ตรงไหน...หัวนอนข้าวฟ่างและก็ไม่ได้หมุนเกลียวตลับเพราะเวลาใช้จะได้เปิดได้ง่ายๆ เฮ้อ..มันเกิดขึ้นแล้วโมโหไปก็เปล่าประโยชน์ สุดท้ายกว่าจะนอนก็ดึกอีก เพราะคอยดูว่าช่วงข้าวฟ่างหลับ จะเป็นอะไรอีกหรือเปล่า เฮ้อ(อีกรอบ)
เด้งที่สอง วันนี้ช่วงสายๆเอาข้าวฟ่างนอนเปลไกว เบนซ์ไกวเปลแล้วหลับเพราะข้าวฟ่างหลับไปก่อนแล้ว ส่วนเรานั่งเล่นPSPอยู่ก็ไกวให้เปลขยับบ้างบางครั้ง สักพักมีเสียง ตุบ หันไปดูใจหายแว๊บกว่าเมื่อคืนอีก ข้าวฟ่างหล่นจากเปลไกว ลงมานอนหงายที่พื้น หัวโขกกับพื้นปาร์เก้ดังตี่ง รีบไปอุ้มขึ้นมาเขย่าๆก่อน โอ๊ย..เจ็บแทนเลย แต่คงเพราะว่าข้าวฟ่างงงอยู่มั้งเลยไม่ร้อง หัวไม่โนโชคดีไป ว่าแล้วเอาเบาะมาลองใต้เปล เอาข้าวฟ่างใส่เปลใหม่ อืม..ทำตัวเอง พลิกตัวในเปล เกาะขอบเปลเพื่อดันตัวขึ้น มันก็ตีลังกาลงมานอนที่พื้นน่ะสิ แต่พออยู่ใต้เปลล่ะเล่นสนุกเลยนะ ทำเอาหัวใจจะวายยังสนุกได้อีก นั่งนึก..ลองคลาน ลองเดินได้ จะเป็นไงว่ะเนี่ยะ (จากรูป อยากรู้ว่าหล่นมาได้ไง เพื่อความปลอดภัยเลยเอาฟูกรองไว้ก่อน พอเอาข้าวฟ่างวางในเปล step การหนีออกจากเปลเป็นไปตามรูปแถมพลิกตัวโชว์ให้ดูอีกต่างหาก ตอนหล่นจริงไม่มีพลิกตัวนะ โป๊ก..แล้วนอนหงายท้องแบบงงๆ)
อาลัยกับการจากไป
เอก..เฮียเสียใจด้วยกับการจากไปของป๋อมแป๋ม แม้ว่าเราจะไม่อยากให้มันเกิดขึ้นหรือคิดว่าทำไมมันไม่เกิดกับตัวเรา แต่ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้แล้วคงต้องยอมรับมัน ตอนนี้รีบสร้างกำลังใจขึ้นมาใหม่เพื่ออีกคนหนึ่งที่เราเหลืออยู่ เฮียเชื่อมากๆว่าเอกสามารถเลี้ยงหมี่หยก(ลูกสาว)ได้และเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เอาใจช่วยและยังคงเป็นกำลังใจให้น้องชายเฮียคนนี้ตลอดไป..
วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
บางนาแล้วไปบางแสน บางที..ลืมว่าไม่ได้ไปนานแล้ว
2 พค 53 ที่ผ่านขับรถไปเที่ยวเล่นบางแสน ด้วยความคิดที่ว่าจะมาอาม่าไปซีคอนเพื่อซื้อของ แต่กลับกลายเป็นอาม่าอยากไปทะเลแทน เอ้า ไปก็ไป ใกล้ๆแค่นี้ จริงๆไปถึงช่วงสามโมงเย็น เพราะรถเยอะในช่วงอ่างศิลา ในตัวเมืองโล่งวิ่งสบาย แวะไปกินข้าวตรงข้ามกับวัด...วัดนาจา(มั้ง) มาทะเลทั้งทีก็ต้องกินอาหารทะเลใช่ไหม ทั้งปู ทั้งกุ้ง อร่อยเลย กิน5 คน หมดไปพันสี่ ไม่แพงเพราะกินเยอะ อิ่มกันแล้วเลยชวนอาม่าไปไหว้เจ้าที่วัดนาจาต่อ เลยได้แก้ปีชงด้วยซะเลยเฮอๆๆ และแล้วก็ถึงเวลาที่จพาข้าวฟ่างไปชมทะเลแล้ว ขับมาเรื่อยๆ โห รถเยอะมากๆๆๆๆๆ คนก็เพียบเลย ตอนแรกกะว่าไม่เอาละ ไม่ลงดีกว่า แต่ก็อย่างว่าเน๊อะ มาถึงที่แล้วไม่ลงได้ไง ไปเบียดๆกับผู้คนเขาซะหน่อยแล้วกัน
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เรื่องที่ไม่เคยอยากเขียนในBlogนี้
กะว่าBlogนี้จะเขียนถึงข้าวฟ่าง บันทึกเกี่ยวกับลูกสาวตัวเองเท่านั้น มันก็น่าจะเป็นความทรงจำที่ดีๆที่เราเอาไว้อ่านตอนแก่ๆแล้วก็นั่งอมยิ้มแบบมีความสุข แต่วันนี้รู้สึกหดหู่ผสมรวมกับความเคียดแค้นกับข่าวที่เห็น เมื่อคืนกลุ่มคนเสื้อแดงบุก รพ.จุฬา เพื่อหาตัวทหาร ตำรวจ รายละเอียดอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ผลกระทบที่เกิดในตอนเช้าวันถัดมา เป็นภาพที่หมอ พยาบาล ช่วยกันลำเลียงผู้ป่วยไปอีกจุดที่คิดว่าน่าจะปลอดภัย ซึ่งน่าจะเป็นอาคารสร้างใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เตียงคนไข้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการรักษาอย่าไปหวังจะได้เห็น เพราะเตียงผู้ป่วยยังไม่มีเลย มีแต่ฟูกปูนอนบนพื้น ภาพการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นภาพที่บรรยายความรู้สึกได้ยาก มันเกินไปแล้วที่ทำกันแบบนี้ เด็กแต่ละคนที่ย้ายออกมาไม่ใช่เด็กที่อยู่ในสภาพปกติ หนึ่งเตียงเด็กหนึ่งคนพร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่วางไว้บนเตียงด้วยพร้อมสายระโยงระยางเต็มไปหมด บางช่วงเป็นภาพที่เด็กยังอยู่ในตู้อบ บางตู้มีหนึ่งคน บางตู้สองคน อนาจใจกับสิ่งที่เห็นมาก พลันทำให้นึกถึงข้าวฟ่าง ว่าหนูโชคดีกว่าเด็กเหล่านั้นมาก แค่หนูแข็งแรงหนูก็โชคดีกว่าเขาไม่รู้เท่าไหร่ เด็กเหล่านั้น...อยากใช้คำที่แย่กว่าคำว่าโชคร้ายแต่คิดไม่ออก ยังต้องมาเจอสภาพนี้อีก ถ้าเป็นเราอยู่ ณ ตอนนั้นเหตุการณ์ตรงนั้น เราจะสะกดใจตัวเองอยู่หรือไม่ แค่ดูภาพเหล่านี้ตัวเรายังคิดเลยว่า การจะที่จะทำให้ไอ้พวกเสื้อแดงพวกที่บุกโรงพยาบาลต้องหายไปจากโลกนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือเกินไปแล้วล่ะ ประชาธิปไตยที่พวกมันเรียกร้องอยากได้คือการมีสิทธิเท่าเทียมกัน ถ้าเช่นนั้น เมื่อมันตีเรา เราต้องตีมันคืน มันยิง เราก็ยิงคืน เท่าเทียมกันสุดๆ อย่าคาดหวังว่าเมื่อใครทำอะไรเราแล้ว เราต้องตอบเสมอว่าไม่เป็นไร ฝันไปเหอะคำๆนี้ ตั้งแต่ติดตามข่าวสารเรื่องบ้านเมืองนี้มายังไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้เลย ไอ้พวกแกนนำมันออกมาขอโทษที่เข้าไปค้นเพราะไม่ไว้ใจกลัวโดนสลาย กลัวโดนลอบยิง ถ้ากลัวกันขนาดนี้ก็กลับบ้านกันไปเถอะ อยู่อย่างหวาดระแวงทำไมว่ะ การออกมาขอโทษแล้วยังไง คนป่วย เด็ก ทำไง สมองที่มีกับหน้าตาที่เหมือนตูดควายคิดได้หรือเปล่าว่าจะทำยังไง ไปเจอบทความหนึ่งที่หมอจุฬาเขียนไว้ เอาCopy ลงในนี้ เพราะอนาคตเดี๋ยวหาLinkไม่เจอ ข้อความอาจจะยาว แต่ต้องเก็บสิ่งปัจจุบันนี้ไว้เพื่อที่อนาคตจะได้ไม่ลืม
"เหตุการณ์ที่จุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่โรงพยาบาลจุฬาฯเป็นเรื่องที่ยาวมากๆๆๆๆๆ ที่กระทบที่ผ่านมาเป็นเรื่องผลต่อบุคลากรและ นิสิตของมหาวิทยาลัยที่ต้องยกเลิกการเรียนการสอน การประชุม การสอบ มาตลอด ที รพ.จุฬาฯมีผลต่อการเดินทางเข้าออกฝั่งถนนราชดำริ รวมทั้งทางเข้าออกห้องฉุกเฉินและความปลอดภัยของบุคลากร คนไข้และญาติ มาตลอดเช่นกันผู้ป่วยและญาติที่อยู่หอผู้ป่วยบริเวณ ถนนราชดำริต้องได้รับการรบกวนเสียงตลอดทั้งคืน ทาง รพ.จุฬาฯได้ขอร้องให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเปิดทางเข้าห้องฉุกเฉิน
หัวมุมถนนราชดำริ หรือ ถอยห่างไปเล็กน้อย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่เคยสนใจคิดแต่ประโยชน์ของเขาเอง ทั้งที่ผู้ชุมนุมก็มิได้เต็มถนนราชดำริเลยถ้าถอยไปถึงหัวมุมสามแยกถนนสารสินก็ได้ พวกมันเข้าออก รพ.จุฬาฯอย่างสะดวกใช้ห้องน้ำ และบริเวณเป็นที่พักผ่อนเวลาไม่สบายก็เข้ามารับการรักษาโดยเราไม่รังเกียจ เดินเข้าออกอย่างสบาย สวนลุมก็เข้าไม่ได้ แถมบุคลากรยังโดนบังคับขอเงิน หรือข่มขู่ รพ.ต้องหยุด คลินิพิเศษนอกเวลาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยที่นัดผ่าตัดนอกเวลา ตั้งแต่ วันที่ ยี่สิบเจ็ด เมษายน หลังเกิดเหตุการณ์ยิงกันวันที่ ๒๒ เมษายนเพราะความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติในเวลาค่ำ ที่สำคัญบุคลากรต้องกลับบ้านหลัง สอง หรือ สามทุ่ม ผู้ ป่วยที่นัดและที่เตรียมผ่าตัดที่เป็นมะเร็งต้องมารับยาเคมีบำบัดต้องเลื่อนไปทั้งหมด คืนวันที่ ๒๖ ก็บุกเข้า ตึก สก เพื่อจะจับ อาจารย์ตุลย์ โดยไม่เกรงกลัวใคร คืนวันที่ ๒๗ ก็สงสัยว่ามีตำรวจเลยบุกเข้าที่ห้องฉุกเฉินจน่ากลัวมากๆ (ก็ดูหน้าตาแต่ละคนที่ มาก็แล้วกัน ) รพ.ต้องสั่งหยุด
บริการผู้ป่วยนอกและการผ่าตัดทั้งหมด คราวนี้กระทบคนทั้งหมดและรพ. เท่ากับหยุดการทำงานทั้งหมด สุดท้ายต้องย้ายผู้ป่วยจากตึก ภปร ตึก สก และตึกวชิรญาน (ที่ประทับของสมเด็จสังฆราช) เพื่อหลีกหนีเสียงรบกวน โดยย้ายไปที่ตึกด้านถนนอังรีดูนังต์ เมื่อวันพุธที่ ๒๘ เมษายน ลองนึกภาพดูว่าผู้ป่วยที่ใส่ท่อหายใจ อยู่ ไอซียู ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัด ทารกที่หายใจหอบเหนื่อยและอีกมากมาย ต้องทุลักทุเล ย้าย ( ก็ไม่ใช่ญาติของพวกมัน) แต่พวกมันคิดและระแวง( ก็ทำผิดกฎหมายและเกินสิทธิ์รบกวนสิทธิ์ผู้อื่น)ว่าทาง รพ.จุฬาฯ
จะสนับสนุนให้ ตำรวจและทหารสลายการชุมนุม เมื่อคืนวันที่ ๒๙ เมษายน พายัพ ปั้นเกตุ ( ต้องติดป้ายชื่อนามสกุลไว้หน้าโรงพยาบาล) พาคนพร้อมผู้สื่อข่าว มาเพื่อ ขอตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจที่จะบุกรุกยามวิกาล ผมไม่ได้อยู่ในเหตุกาณ์แต่รับรู้ว่า พวกมัน บังคับให้ ผู้บริหารยอมให้ตรวจค้น พวกมันแสดงกิริยาดุดัน กราดเกรี้ยวแบบไม่เกรงใจใคร และสัญญาว่าจะเข้าตรวจค้นไม่ กี่คน แต่บุกเข้าเป็นร้อย สัญญาว่าจะตรวจแค่ตึก
สก และตึก ภปร ( ตึกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของเรา) แต่ก็เข้าตรวจทั่ว รพ.จุฬาฯเพราะตรวจสองตึกแล้วไม่พบทหาร ตำรวจ สุดท้ายยังข่มขู่ว่าจะเข้ามาอีก วันนี้ รพ.จุฬาฯเป็นห่วงถึงความปลอดภัยต่อ ผู้ป่วย ญาติ นิสิตแพทย์ พยาบาล แพทย์และบุลากร ผู้บริหารต้องสั่งปิดรพ.จุฬาฯและ ย้าย ผู็ป่วย (ที่เพิ่งย้ายมาจากตึกด้านหน้าเมื่อสองวันก่อน)โดยสั่งให้กลับบ้านสำหรับผู้ ป่วยที่พอกลับได้ ส่วนที่ต้องอยู่ รพ. ต่อ ก็ ติดต่อและดำเนินการย้ายไปที่ รพ.ศิริราช รพ.ราชวิถี และที่อื่นๆที่รับได้ ยกเว้นทีต้องอยู่ไอซียู และย้ายไม่ได้ก็ยังให้อยู่
เท่านั้น เท่ากับสั่งปิด รพ.จุฬาฯ ไปเลย
โดยสามัญสำนึก แม้แต่ตอนสงคราม พวกนักรบที่จะเข่นฆ่ากันให้ได้ก็ยังยกเว้นส่วนการพยาบาลไว้ แต่ นี่เป็นอะไร ไม่ฟัง ไม่สน บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร"
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง รพ.จุฬาฯ ด้วยเถิด
รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์
แพทย์ประจำรพ.จุฬาฯ
นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดตามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครเผลอมาอ่าน Blog แล้วเป็นเสื้อแดง หรือไม่เห็นด้วย กรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นอะไร ถ้ายังคิดว่าเรายังสามารถที่จะคุยกันได้ ข้อความนี้เป็นความอัดอั้นตันใจกับสิ่งที่เกิดและไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก การเมือง เวลานักการเมืองมีปัญหาก็เอาประชาชนเข้าชนกัน บาดเจ็บ ล้มตาย พอสงบก็เหลือแต่นักการเมืองเท่านั้นที่ได้ครอบครองผลประโยชน์ไป ส่วนประชาชนก็กลับไปสู่สภาพเดิมๆ ไปพร้อมกับความสูญเสียที่เกิดจากการกระทำของตน
"เหตุการณ์ที่จุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่โรงพยาบาลจุฬาฯเป็นเรื่องที่ยาวมากๆๆๆๆๆ ที่กระทบที่ผ่านมาเป็นเรื่องผลต่อบุคลากรและ นิสิตของมหาวิทยาลัยที่ต้องยกเลิกการเรียนการสอน การประชุม การสอบ มาตลอด ที รพ.จุฬาฯมีผลต่อการเดินทางเข้าออกฝั่งถนนราชดำริ รวมทั้งทางเข้าออกห้องฉุกเฉินและความปลอดภัยของบุคลากร คนไข้และญาติ มาตลอดเช่นกันผู้ป่วยและญาติที่อยู่หอผู้ป่วยบริเวณ ถนนราชดำริต้องได้รับการรบกวนเสียงตลอดทั้งคืน ทาง รพ.จุฬาฯได้ขอร้องให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเปิดทางเข้าห้องฉุกเฉิน
หัวมุมถนนราชดำริ หรือ ถอยห่างไปเล็กน้อย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่เคยสนใจคิดแต่ประโยชน์ของเขาเอง ทั้งที่ผู้ชุมนุมก็มิได้เต็มถนนราชดำริเลยถ้าถอยไปถึงหัวมุมสามแยกถนนสารสินก็ได้ พวกมันเข้าออก รพ.จุฬาฯอย่างสะดวกใช้ห้องน้ำ และบริเวณเป็นที่พักผ่อนเวลาไม่สบายก็เข้ามารับการรักษาโดยเราไม่รังเกียจ เดินเข้าออกอย่างสบาย สวนลุมก็เข้าไม่ได้ แถมบุคลากรยังโดนบังคับขอเงิน หรือข่มขู่ รพ.ต้องหยุด คลินิพิเศษนอกเวลาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยที่นัดผ่าตัดนอกเวลา ตั้งแต่ วันที่ ยี่สิบเจ็ด เมษายน หลังเกิดเหตุการณ์ยิงกันวันที่ ๒๒ เมษายนเพราะความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติในเวลาค่ำ ที่สำคัญบุคลากรต้องกลับบ้านหลัง สอง หรือ สามทุ่ม ผู้ ป่วยที่นัดและที่เตรียมผ่าตัดที่เป็นมะเร็งต้องมารับยาเคมีบำบัดต้องเลื่อนไปทั้งหมด คืนวันที่ ๒๖ ก็บุกเข้า ตึก สก เพื่อจะจับ อาจารย์ตุลย์ โดยไม่เกรงกลัวใคร คืนวันที่ ๒๗ ก็สงสัยว่ามีตำรวจเลยบุกเข้าที่ห้องฉุกเฉินจน่ากลัวมากๆ (ก็ดูหน้าตาแต่ละคนที่ มาก็แล้วกัน ) รพ.ต้องสั่งหยุด
บริการผู้ป่วยนอกและการผ่าตัดทั้งหมด คราวนี้กระทบคนทั้งหมดและรพ. เท่ากับหยุดการทำงานทั้งหมด สุดท้ายต้องย้ายผู้ป่วยจากตึก ภปร ตึก สก และตึกวชิรญาน (ที่ประทับของสมเด็จสังฆราช) เพื่อหลีกหนีเสียงรบกวน โดยย้ายไปที่ตึกด้านถนนอังรีดูนังต์ เมื่อวันพุธที่ ๒๘ เมษายน ลองนึกภาพดูว่าผู้ป่วยที่ใส่ท่อหายใจ อยู่ ไอซียู ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัด ทารกที่หายใจหอบเหนื่อยและอีกมากมาย ต้องทุลักทุเล ย้าย ( ก็ไม่ใช่ญาติของพวกมัน) แต่พวกมันคิดและระแวง( ก็ทำผิดกฎหมายและเกินสิทธิ์รบกวนสิทธิ์ผู้อื่น)ว่าทาง รพ.จุฬาฯ
จะสนับสนุนให้ ตำรวจและทหารสลายการชุมนุม เมื่อคืนวันที่ ๒๙ เมษายน พายัพ ปั้นเกตุ ( ต้องติดป้ายชื่อนามสกุลไว้หน้าโรงพยาบาล) พาคนพร้อมผู้สื่อข่าว มาเพื่อ ขอตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจที่จะบุกรุกยามวิกาล ผมไม่ได้อยู่ในเหตุกาณ์แต่รับรู้ว่า พวกมัน บังคับให้ ผู้บริหารยอมให้ตรวจค้น พวกมันแสดงกิริยาดุดัน กราดเกรี้ยวแบบไม่เกรงใจใคร และสัญญาว่าจะเข้าตรวจค้นไม่ กี่คน แต่บุกเข้าเป็นร้อย สัญญาว่าจะตรวจแค่ตึก
สก และตึก ภปร ( ตึกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของเรา) แต่ก็เข้าตรวจทั่ว รพ.จุฬาฯเพราะตรวจสองตึกแล้วไม่พบทหาร ตำรวจ สุดท้ายยังข่มขู่ว่าจะเข้ามาอีก วันนี้ รพ.จุฬาฯเป็นห่วงถึงความปลอดภัยต่อ ผู้ป่วย ญาติ นิสิตแพทย์ พยาบาล แพทย์และบุลากร ผู้บริหารต้องสั่งปิดรพ.จุฬาฯและ ย้าย ผู็ป่วย (ที่เพิ่งย้ายมาจากตึกด้านหน้าเมื่อสองวันก่อน)โดยสั่งให้กลับบ้านสำหรับผู้ ป่วยที่พอกลับได้ ส่วนที่ต้องอยู่ รพ. ต่อ ก็ ติดต่อและดำเนินการย้ายไปที่ รพ.ศิริราช รพ.ราชวิถี และที่อื่นๆที่รับได้ ยกเว้นทีต้องอยู่ไอซียู และย้ายไม่ได้ก็ยังให้อยู่
เท่านั้น เท่ากับสั่งปิด รพ.จุฬาฯ ไปเลย
โดยสามัญสำนึก แม้แต่ตอนสงคราม พวกนักรบที่จะเข่นฆ่ากันให้ได้ก็ยังยกเว้นส่วนการพยาบาลไว้ แต่ นี่เป็นอะไร ไม่ฟัง ไม่สน บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร"
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง รพ.จุฬาฯ ด้วยเถิด
รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์
แพทย์ประจำรพ.จุฬาฯ
นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดตามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครเผลอมาอ่าน Blog แล้วเป็นเสื้อแดง หรือไม่เห็นด้วย กรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นอะไร ถ้ายังคิดว่าเรายังสามารถที่จะคุยกันได้ ข้อความนี้เป็นความอัดอั้นตันใจกับสิ่งที่เกิดและไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก การเมือง เวลานักการเมืองมีปัญหาก็เอาประชาชนเข้าชนกัน บาดเจ็บ ล้มตาย พอสงบก็เหลือแต่นักการเมืองเท่านั้นที่ได้ครอบครองผลประโยชน์ไป ส่วนประชาชนก็กลับไปสู่สภาพเดิมๆ ไปพร้อมกับความสูญเสียที่เกิดจากการกระทำของตน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)