วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เรื่องที่ไม่เคยอยากเขียนในBlogนี้

กะว่าBlogนี้จะเขียนถึงข้าวฟ่าง บันทึกเกี่ยวกับลูกสาวตัวเองเท่านั้น มันก็น่าจะเป็นความทรงจำที่ดีๆที่เราเอาไว้อ่านตอนแก่ๆแล้วก็นั่งอมยิ้มแบบมีความสุข แต่วันนี้รู้สึกหดหู่ผสมรวมกับความเคียดแค้นกับข่าวที่เห็น เมื่อคืนกลุ่มคนเสื้อแดงบุก รพ.จุฬา เพื่อหาตัวทหาร ตำรวจ รายละเอียดอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ผลกระทบที่เกิดในตอนเช้าวันถัดมา เป็นภาพที่หมอ พยาบาล ช่วยกันลำเลียงผู้ป่วยไปอีกจุดที่คิดว่าน่าจะปลอดภัย ซึ่งน่าจะเป็นอาคารสร้างใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เตียงคนไข้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการรักษาอย่าไปหวังจะได้เห็น เพราะเตียงผู้ป่วยยังไม่มีเลย มีแต่ฟูกปูนอนบนพื้น ภาพการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นภาพที่บรรยายความรู้สึกได้ยาก มันเกินไปแล้วที่ทำกันแบบนี้ เด็กแต่ละคนที่ย้ายออกมาไม่ใช่เด็กที่อยู่ในสภาพปกติ หนึ่งเตียงเด็กหนึ่งคนพร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่วางไว้บนเตียงด้วยพร้อมสายระโยงระยางเต็มไปหมด บางช่วงเป็นภาพที่เด็กยังอยู่ในตู้อบ บางตู้มีหนึ่งคน บางตู้สองคน อนาจใจกับสิ่งที่เห็นมาก พลันทำให้นึกถึงข้าวฟ่าง ว่าหนูโชคดีกว่าเด็กเหล่านั้นมาก แค่หนูแข็งแรงหนูก็โชคดีกว่าเขาไม่รู้เท่าไหร่ เด็กเหล่านั้น...อยากใช้คำที่แย่กว่าคำว่าโชคร้ายแต่คิดไม่ออก ยังต้องมาเจอสภาพนี้อีก ถ้าเป็นเราอยู่ ณ ตอนนั้นเหตุการณ์ตรงนั้น เราจะสะกดใจตัวเองอยู่หรือไม่ แค่ดูภาพเหล่านี้ตัวเรายังคิดเลยว่า การจะที่จะทำให้ไอ้พวกเสื้อแดงพวกที่บุกโรงพยาบาลต้องหายไปจากโลกนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือเกินไปแล้วล่ะ ประชาธิปไตยที่พวกมันเรียกร้องอยากได้คือการมีสิทธิเท่าเทียมกัน ถ้าเช่นนั้น เมื่อมันตีเรา เราต้องตีมันคืน มันยิง เราก็ยิงคืน เท่าเทียมกันสุดๆ อย่าคาดหวังว่าเมื่อใครทำอะไรเราแล้ว เราต้องตอบเสมอว่าไม่เป็นไร ฝันไปเหอะคำๆนี้ ตั้งแต่ติดตามข่าวสารเรื่องบ้านเมืองนี้มายังไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้เลย ไอ้พวกแกนนำมันออกมาขอโทษที่เข้าไปค้นเพราะไม่ไว้ใจกลัวโดนสลาย กลัวโดนลอบยิง ถ้ากลัวกันขนาดนี้ก็กลับบ้านกันไปเถอะ อยู่อย่างหวาดระแวงทำไมว่ะ การออกมาขอโทษแล้วยังไง คนป่วย เด็ก ทำไง สมองที่มีกับหน้าตาที่เหมือนตูดควายคิดได้หรือเปล่าว่าจะทำยังไง ไปเจอบทความหนึ่งที่หมอจุฬาเขียนไว้ เอาCopy ลงในนี้ เพราะอนาคตเดี๋ยวหาLinkไม่เจอ ข้อความอาจจะยาว แต่ต้องเก็บสิ่งปัจจุบันนี้ไว้เพื่อที่อนาคตจะได้ไม่ลืม

"เหตุการณ์ที่จุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่โรงพยาบาลจุฬาฯเป็นเรื่องที่ยาวมากๆๆๆๆๆ ที่กระทบที่ผ่านมาเป็นเรื่องผลต่อบุคลากรและ นิสิตของมหาวิทยาลัยที่ต้องยกเลิกการเรียนการสอน การประชุม การสอบ มาตลอด ที รพ.จุฬาฯมีผลต่อการเดินทางเข้าออกฝั่งถนนราชดำริ รวมทั้งทางเข้าออกห้องฉุกเฉินและความปลอดภัยของบุคลากร คนไข้และญาติ มาตลอดเช่นกันผู้ป่วยและญาติที่อยู่หอผู้ป่วยบริเวณ ถนนราชดำริต้องได้รับการรบกวนเสียงตลอดทั้งคืน ทาง รพ.จุฬาฯได้ขอร้องให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเปิดทางเข้าห้องฉุกเฉิน
หัวมุมถนนราชดำริ หรือ ถอยห่างไปเล็กน้อย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่เคยสนใจคิดแต่ประโยชน์ของเขาเอง ทั้งที่ผู้ชุมนุมก็มิได้เต็มถนนราชดำริเลยถ้าถอยไปถึงหัวมุมสามแยกถนนสารสินก็ได้ พวกมันเข้าออก รพ.จุฬาฯอย่างสะดวกใช้ห้องน้ำ และบริเวณเป็นที่พักผ่อนเวลาไม่สบายก็เข้ามารับการรักษาโดยเราไม่รังเกียจ เดินเข้าออกอย่างสบาย สวนลุมก็เข้าไม่ได้ แถมบุคลากรยังโดนบังคับขอเงิน หรือข่มขู่ รพ.ต้องหยุด คลินิพิเศษนอกเวลาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยที่นัดผ่าตัดนอกเวลา ตั้งแต่ วันที่ ยี่สิบเจ็ด เมษายน หลังเกิดเหตุการณ์ยิงกันวันที่ ๒๒ เมษายนเพราะความไม่ปลอดภัยในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติในเวลาค่ำ ที่สำคัญบุคลากรต้องกลับบ้านหลัง สอง หรือ สามทุ่ม ผู้ ป่วยที่นัดและที่เตรียมผ่าตัดที่เป็นมะเร็งต้องมารับยาเคมีบำบัดต้องเลื่อนไปทั้งหมด คืนวันที่ ๒๖ ก็บุกเข้า ตึก สก เพื่อจะจับ อาจารย์ตุลย์
โดยไม่เกรงกลัวใคร คืนวันที่ ๒๗ ก็สงสัยว่ามีตำรวจเลยบุกเข้าที่ห้องฉุกเฉินจน่ากลัวมากๆ
(ก็ดูหน้าตาแต่ละคนที่ มาก็แล้วกัน ) รพ.ต้องสั่งหยุด
บริการผู้ป่วยนอกและการผ่าตัดทั้งหมด คราวนี้กระทบคนทั้งหมดและรพ. เท่ากับหยุดการทำงานทั้งหมด สุดท้ายต้องย้ายผู้ป่วยจากตึก ภปร ตึก สก และตึกวชิรญาน (ที่ประทับของสมเด็จสังฆราช) เพื่อหลีกหนีเสียงรบกวน โดยย้ายไปที่ตึกด้านถนนอังรีดูนังต์ เมื่อวันพุธที่ ๒๘ เมษายน ลองนึกภาพดูว่าผู้ป่วยที่ใส่ท่อหายใจ อยู่ ไอซียู ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัด ทารกที่หายใจหอบเหนื่อยและอีกมากมาย ต้องทุลักทุเล ย้าย ( ก็ไม่ใช่ญาติของพวกมัน)
แต่พวกมันคิดและระแวง( ก็ทำผิดกฎหมายและเกินสิทธิ์รบกวนสิทธิ์ผู้อื่น)ว่าทาง รพ.จุฬาฯ
จะสนับสนุนให้ ตำรวจและทหารสลายการชุมนุม เมื่อคืนวันที่ ๒๙ เมษายน พายัพ ปั้นเกตุ ( ต้องติดป้ายชื่อนามสกุลไว้หน้าโรงพยาบาล) พาคนพร้อมผู้สื่อข่าว มาเพื่อ ขอตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจที่จะบุกรุกยามวิกาล ผมไม่ได้อยู่ในเหตุกาณ์แต่รับรู้ว่า พวกมัน บังคับให้ ผู้บริหารยอมให้ตรวจค้น พวกมันแสดงกิริยาดุดัน กราดเกรี้ยวแบบไม่เกรงใจใคร
และสัญญาว่าจะเข้าตรวจค้นไม่ กี่คน แต่บุกเข้าเป็นร้อย สัญญาว่าจะตรวจแค่ตึก
สก และตึก ภปร ( ตึกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของเรา) แต่ก็เข้าตรวจทั่ว รพ.จุฬาฯเพราะตรวจสองตึกแล้วไม่พบทหาร ตำรวจ สุดท้ายยังข่มขู่ว่าจะเข้ามาอีก วันนี้ รพ.จุฬาฯเป็นห่วงถึงความปลอดภัยต่อ ผู้ป่วย ญาติ นิสิตแพทย์ พยาบาล แพทย์และบุลากร ผู้บริหารต้องสั่งปิดรพ.จุฬาฯและ ย้าย ผู็ป่วย (ที่เพิ่งย้ายมาจากตึกด้านหน้าเมื่อสองวันก่อน)โดยสั่งให้กลับบ้านสำหรับผู้ ป่วยที่พอกลับได้ ส่วนที่ต้องอยู่ รพ. ต่อ ก็ ติดต่อและดำเนินการย้ายไปที่ รพ.ศิริราช รพ.ราชวิถี และที่อื่นๆที่รับได้ ยกเว้นทีต้องอยู่ไอซียู และย้ายไม่ได้ก็ยังให้อยู่
เท่านั้น เท่ากับสั่งปิด รพ.จุฬาฯ ไปเลย

โดยสามัญสำนึก แม้แต่ตอนสงคราม พวกนักรบที่จะเข่นฆ่ากันให้ได้ก็ยังยกเว้นส่วนการพยาบาลไว้ แต่ นี่เป็นอะไร ไม่ฟัง ไม่สน บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร"

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง รพ.จุฬาฯ ด้วยเถิด

รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์
แพทย์ประจำรพ.จุฬาฯ

นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดตามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครเผลอมาอ่าน Blog แล้วเป็นเสื้อแดง หรือไม่เห็นด้วย กรุณาอย่าแสดงความคิดเห็นอะไร ถ้ายังคิดว่าเรายังสามารถที่จะคุยกันได้ ข้อความนี้เป็นความอัดอั้นตันใจกับสิ่งที่เกิดและไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก การเมือง เวลานักการเมืองมีปัญหาก็เอาประชาชนเข้าชนกัน บาดเจ็บ ล้มตาย พอสงบก็เหลือแต่นักการเมืองเท่านั้นที่ได้ครอบครองผลประโยชน์ไป ส่วนประชาชนก็กลับไปสู่สภาพเดิมๆ ไปพร้อมกับความสูญเสียที่เกิดจากการกระทำของตน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น